89.สิบโทมาดเจ้าพ่อหายซ่า

ตำนานมือปราบพระกาฬ ชลอ เกิดเทศ โดยกิตติพงศ์ นโรปการณ์

        “อยู่ที่ไร่พี่มนู กำแพงแสนครับนาย…”
        
หมวดหนุ่ย อดีตนักฟุตบอลที่ได้โควตาจากพลตำรวจตรี หม่อมราชวงศ์เจตจันทร์ ประวิตร ผู้ก่อตั้งสโมสรราชประชา   มาเป็นตำรวจดับเพลิง และถูกชลอประกาศิตเรียกตัวมาเล่นทีมสโมสรตำรวจพร้อมกับป๊อก โรจนะ สมุนไพร ผู้รักษาประตูและตำรวจที่ไปเล่นฟุตบอลที่อื่นอีกหลายคนตอบเบาๆ ขณะเดินลงมาขึ้นรถที่ลานจอดรถหน้ากรมตำรวจ
        
“มนูไหนวะ….”
        
รองผู้การหนุ่มใหญ่ย้อนถาม
        
“ดาบตำรวจมนู จันทร์ศรี แผนก 2 กอง2 ครับ…..”
        
ร้อยตำรวจโทอภินันท์ ระบุชื่อจริงของเจ้าของไร่ เจ้าของเซฟเฮ้าส์ที่เอาตัวทหารหนุ่มขี้คุย  ว่าเป็นคนจัดหามือปืนไปยิงเสี่ยปุ้ยไปเก็บ ขณะที่เขาและทีมงานส่วนหนึ่งยังอยู่ที่เชียงใหม่
        
ชลอเริ่มนึกเค้าหน้าดาบมนูออก เพราะอยู่ในแผนกทะเบียนประวัติอาชญากรของกำกับการ 2 กองปราบปราม ที่เขาให้ “จ่ายะ” ลูกน้องหน้าห้องคนสนิท ที่อยู่แผนกเดียวกันกับดาบตำรวจมนู ประสานให้เอาข้อมูลประวัติอาชญากรรมคนร้ายที่ก่อคดีในส่วนที่กองปราบปรามเก็บไว้ ขึ้นมาให้เขาดู เพื่อนำมาประกอบข้อมูลการสืบสวนที่เสนอมาตามลำดับชั้น โดยดาบมนู เป็นผู้ที่นำแฟ้มข้อมูลมาให้ด้วยตัวเองก็หลายหน
        
รองผู้การหนุ่มที่เพิ่งเสร็จจากการพิชิตคดีฆ่าเสี่ยร้อยล้านที่เชียงใหม่  เดินนำหน้าลูกน้องตำรวจกองปราบปราม เกือบ 10 นายที่เดินตามมาจากหน้าห้องรองอธิบดีกรมตำรวจ เขาหยุดก่อนที่จะถึงรถ หยิบบุหรี่ตอง 555 ขึ้นมาจุดสูบอัดควันเข้าปอดแค่นๆ ก่อนถามร้อยตำรวจโทอภินันท์  ที่เดินตามมาพร้อมกับเพื่อนสนิทนักฟุตบอล หมวดป๊อก-ร้อยตำรวจโทโรจนะ โดยมีกลุ่มตำรวจกองปราบทั้งนอกและในเครื่องแบบที่ไปร่วมภารกิจกับหมวดหนุ่ย ยืนรอรับคำสั่งอยู่รอบๆ
        
เท่าที่มองเห็นมี หมวดตุ๋ย-ร้อยตำรวจโทพิชิตชัย ศรียานนท์ รองสารวัตรแผนก1 กองกำกับการ 1กองปราบปราม หลานชายพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ เจ้าของคำขวัญ “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ ในทางที่ไม่ขัดต่อศีลธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามและกฎหมายบ้านเมือง”
        
นอกจากนี้ยังมี หมวดเป็ด-ร้อยตำรวจโทไมตรี ยงบรรเจิด  หมวดไก่-ร้อยตำรวจโท สุวัฒน์ จินดาวานิช ทั้งคู่เป็นรองสารวัตรกองกำกับการ 8  กองปราบปราม หรือกองกำกับการตำรวจท่องเที่ยว  โดย 3-4 คนนี้เป็นนักเรียนนายร้อยอบรมรุ่น 20 รุ่นเดียวกับหมวดหนุ่ยยอภินันท์ ยกเว้น หมวด หมวดไก่-ร้อยตำรวจโท สุวัฒน์  ที่อบรมในรุ่น 16   
        
“มึงไปเอามายังไงวะ…”
        
พันตำรวจเอกหนุ่มถาม
        
“ไปเอามาจากคอฟฟี่ช็อปโรงแรมคอนติเนลตัน สนามเป้าเมื่อคืนนี้ครับนาย เอามาพร้อมคนขับรถอีกคน บอกว่านายอยากพบ …..”
        
หมวดหนุ่ยตอบพร้อมหยิบแฟ้มที่มีหมายจับ 2-3 ใบ ออกโดยพนักงานสอบสวนกองปราบปราม พร้อมรูปหน้าผู้ต้องหา ที่เจ้าทุกข์เจ้าของรถเช่าให้นักธุรกิจญี่ปุ่นใช้เป็นผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์แจ้งความไว้
        
“มันกับผมคุ้นหน้ากันอยู่ เลยยอมมาแต่โดยดีครับ เพื่อนๆทหารมันที่นั่งอยู่ด้วยก็รับรู้…..”
        
“ ดีมากหนุ่ย… ไปหาอะไรกินเย็นนี้ที่กำแพงแสนกัน…….”
        
ชลอกล่าวชมหมวดหนุ่มอดีตนักฟุตบอลเยาวชนราชประชา ก่อนทิ้งบุหรี่เดินก้าวฉับๆขึ้นรถ โดยกลุ่มนายตำรวจหนุ่มๆเพื่อนหมวดหนุ่ย ต่างแยกย้ายกันขึ้นรถ เป้าหมายไร่ดาบมนู กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
        
—————————————————————————–
        
ราวชั่วโมงเศษๆ คณะของพันตำรวจเอกชลอมาถึงไร่มะม่วงของดาบตำรวจมนู มดงานกองปราบฯที่กำแพงแสน
        
 ภายในบ้านไม้ยกพื้นสูงของดาบมนู ที่สร้างแยกออกจากบ้านใหญ่ ไว้่รับรองเพื่อนฝูงญาติมิตรที่มาเยี่ยมภายในพื้นที่ร่มรื่นเต็มไปด้วยสวนมะม่วง ด้วยเนื้อที่มากกว่า10 ไร่  ทำให้ห่างไกลสายตาบุคคลภายนอก บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นเซฟเฮ้าส์อย่างดี
        
เวลาขณะนั้นเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ ทำให้สวนมะม่วงที่ร่มรื่นอยู่แล้วเย็นสบายเข้าไปอีก โดยบริเวณใต้ถุนบ้านไม้ชั้นเดียว มีชาย 2 คนนั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขกไม้มะค่าขนาดใหญ่ในอิริยาบถสบายๆ แต่สีหน้าแฝงไว้ด้วยความเคร่งเครียดแกมกังวล  มีตำรวจนอกเครื่องแบบกองปราบปราม ส่วนใหญ่เป็นชั้นประทวน ยืนล้อมรอบ  มีบางคนนั่งพูดคุยเพื่อให้ทั้ง2 คนได้คลายกังวล
        
เท่าที่นายตำรวจหนุ่มหัวหน้าชุดมองเห็น มีดาบมนู เจ้าของไร่ จ่าป๋อ-จ่าสิบตำรวจกมล เนาวสัยศรี จากแผนก 3 กองกำกับการ 2 หรือแผนกสายตรวจรถวิทยุ ดาบเชียร-หรือจ่าสิบตำรวจวิเชียร คงทนไพศาล แผนก3 กองกำกับการ 2 เช่นกัน จ่าโรจน์ -จ่าสิบตำรวจไพโรจน์ ช่างทอง สังกัดแผนก2 กองกำกับการ 2 คนขับรถประจำตัวพันตำรวจเอกไกรสิงห์ พิมลศรี รองผู้บังคับการกองปราบปราม
        
กลุ่มชั้นประทวนนอกเครื่องแบบพากันยกมือไหว้ทำความเคารพผู้บังคับบัญชาทันทีที่เห็นชลอเดินเข้าไปรวมถึงเป้าหมาย 2 คน สิบโทปราณี หรือ ตู่ ทหารชั้นประทวนฟอร์มใหญ่ที่ตอนนี้หน้าซีดเป็นไก่ต้ม ไม่เหมือนตอนเดินกับกลุ่มลูกน้องตามสถานบันเทิงหรือตามคอฟฟี่ชอปเมืองกรุง
        
พันตำรวจเอกนักบู๊ ที่ตอนนี้อยู่ในชุดครึ่งท่อน เสื้อยืดสีขาว กางเกงสีกากี ถึงแม้วัยจะล่วงเข้า 44-45 ปีแล้ว แต่ยังเห็นแผงกล้ามหน้าอกที่บึกบึนที่เป็นผลมาจากการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง  
        
“ไงมึง ไอ้ตู่คุยโม้คุยโตจังนะมึง จริงหรือเปล่าที่จัดชุดมือปืนไปยิงเสี่ยปุ้ยน่ะ ไหนเล่าให้กูฟังหน่อยสิ …”
        
ชลอแย๊ปเสียงเข้ม
        
“โธ่….นายครับ ผมก็พูดไปยังงั้นล่ะครับ อย่าว่าแต่จัดชุดไปฆ่าคนเลย มดสักตัวผมยังไม่เคยฆ่า ผมพูดไปเพื่อเพิ่มราคาตัวเองไปเท่านั้น จริงๆนะครับ….”
        
สิบโททหารมาดเจ้าพ่อหนังจีน ที่ตอนนี้อยู่ในอุ้งมือนายตำรวจลูกชายนายทหารละล่ำละลักตอบ
        
“แล้วตอนนี้ นายมึงใครวะ….”

ชลอถามอีก
        
“นายแอ๊ด-พันเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ครับนาย…”

สิบโททหารตอบรวดเร็ว
        
“อ้อ…ไอ้แอ๊ดเพื่อนกูนี่หว่า….”

ชลอพูด ถึงเพื่อนทหาร เลือดเนื้อคนบุรีรัมย์ ที่เขาสนิทสนมกันตั้งแต่ตอนอยู่อำนวยศิลป์ ชั้นมัธยมปลาย แล้วมาเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมนายร้อย ร่วมเล่นรักบี้กีฬาลูกผู้ชายมาด้วยกัน ก่อนต่างคนต่างแยกเหล่าตำรวจเหล่าทหาร
        
เท่าที่ได้ติดต่อพูดคุยกันตอนเลี้ยงรุ่นประจำปี ไอ้แอ๊ด-ธรรมรักษ์ เพื่อนนายทหารคนนี้ หลังบู๊เป็นนายทหารการข่าวภาคอีสานมาหลายปี ได้เข้าไปทำงานการเมืองสายพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนี้หลังจากร่วมงานใกล้ชิดสมัยพลเอกเปรมเป็นแม่ทัพภาค2
        
ชลอได้ยินเพื่อนนักกีฬารักบี้คนนี้เล่าให้ฟังว่า เป็นผู้ร่วมพิมพ์นโยบาย 66/2523  นโยบายปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ภายในประเทศด้วการใช้ “การเมืองนำการทหาร”  เป็นผลให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนกำลังลงและสลายตัวไปในที่สุด ขณะนี้เห็นว่ากำลังร่วมเขียนร่างนโยบายใต้ร่มเย็นอยู่
        
นายตำรวจหนุ่มมือปราบหยิบหมายจับ 2-3 ใบที่อยู่ในแฟ้มออกมาโยนบนโต๊ะรับแขกหน้าสิบโทตู่ก่อนซัก
        
“เอ้า…มึงดูภาพไอ้ 2-3 คนนี้ อย่ามาบอกว่าไม่รู้จัก กูรู้ลูกน้องมึงทั้งนั้น……”
        
สิบโททหารลูกน้องเพื่อนชลอหยิบหมายจับออกมาดูทีละใบ แล้วพยักหน้าตอบรับ
        
“ครับ…นายลอ ไอ้พวกนี้ลูกน้องผมทั้งนั้น แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันครับ ออกไปนานแล้ว…..”
        
 “แล้วมึงสั่งให้ไอ้พวกนี้ไปขโมยรถพวกญี่ปุ่นทำไม…”

รองผู้บังคับการกองปราบปรามเริ่มเสียงเข้ม
        
“เปล่าครับ ผมไม่รู้เรื่องเลยสักนิดว่า ไอ้ชิต กับไอ้ชัย 2 คนที่อยู่ในหมายจับไปก่อเรื่องไว้  ส่วนอีกคนผมไม่รู้จัก เแต่เคยเห็นมันมาเดินตามผมกับไอ้ 2 คนนี้อยู่แว้บๆ…”
        
สิบโททหารสายสถานบริการสถานบันเทิงเมืองกรุงตอบอย่างรวดเร็ว พร้อมก้มหน้าหลบสายตาชลอที่จ้องหน้าเขม็งเหมือนจะเข้าไปล้วงความจริงจากข้างในออกมา
        
“เอาอย่างนี้  มึงบอกรายละเอียดไอ้ 2-3 คนนี้มาให้หมด ตัวอยู่ไหน บ้านอยู่ไหน หรือมึงไปเอาตัวมาให้กูให้ได้ กูอยากรู้ว่ามึงเกี่ยวข้องกับการขโมยรถไอ้ยุ่นจริงอย่างที่มึงอ้างหรือเปล่า

ใน 3 วันนี้ถ้าไม่ได้ กูจะรายงานไปยังผู้บังคับบัญชามึง….”
        
ชลอเสียงเข้มเอาจริง ก่อนลุกออกมาเรียกหมวดหนุ่ย-อภินันท์ เดินตามมาห่างพอที่ทหารชั้นประทวนคนนี้จะไม่ได้ยิน
        
“หนุ่ย เดี๋ยวมึงซักเอารายละเอียดทั้งหมด แล้วนัดหมายมันจะเอาลูกน้องของมันที่มีหมายจับมาให้ หรือจะจะให้ไปเอาตัวที่ไหน ถ้าได้ตัว เบื้องต้นซักไอ้ชิตไอ้ชัย 2 ผู้ต้องหาตามหมายจับว่าลูกพี่มันเกี่ยวข้องมั้ย ถ้าเกี่ยวหรืออยู่เบื้องหลัง เดี๋ยวค่อยว่าอีกที…….”
        
รองผู้บังคับการหัวหน้าชุดสั่งการ
        
“แล้วหลังจากนี้ จะให้ทำยังไงกับมันครับนาย…..”
        
หมวดหนุ่ยอดีตนักฟุตบอลกองกลางราชประชาถามเพื่อรับทราบแนวทางคำสั่ง
        
“ แล้วแต่มึง ได้รายละเอียดแล้วจะปล่อยมันไปตอนไหนก็ได้ ตามใจมึง แต่ขู่ๆปรามๆมันไว้ด้วย โกหกกู จะเจออะไร….”
        
“ครับนาย…..”

หมวดหนุ่ยตอบก่อนเดินตามหลังชลอเข้าไปนั่งซักสิบโททหารที่มีสภาพเป็นเชลยอีกครั้ง
        
“ ถ้ามึงยังออกมาซ่าอย่างนี้ พูดโอ่พูดโต เดี๋ยวกูจะให้เพื่อนกูสั่งขังมึงไม่ต้องออกมาเพ่นพ่านอีก ลองดูมั้ย…….”
        
พันตำรวจเอกกองปราบฯเพื่อนผู้บังคับบัญชาสิบโทขาซ่าเมืองกรุงขู่
        

ขณะที่ สิบโทติงลี่ มีสีหน้าเริ่มดีขึ้น เพราะรู้แล้วว่าการถูกนำตัวมาครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องยิงเสี่ยปุ้ยที่เผลอไปเที่ยวคุยเสริมโหงวตัวเองแน่ แต่เป็นเพราะเรื่องลูกน้องของมันที่แอบไปปั๊มกุญแจรถเช่าของนักธุรกิจญี่ปุ่น ก่อนย้อนศรไปขโมยขายมากกว่า
        
“ไม่ลองครับ รับรองผมเอาไอ้ 2 ตัวนี้มาให้นายแน่ๆครับ…..”

สิบโทติงลี่ตอบพร้อมยิ้มแหยตามสไตล์
        
——————————————————————————
        
เช้าวันรุ่งขึ้น ที่บ้านปัฐวิกรณ์
        
เสียงโทรศัพท์สนามน้ำหนักหลายกิโลกรัม ของชลอดังขึ้น
        
เจ้าของเครื่องโทรศัพท์ยกหูรับ และรู้ว่าผู้ที่โทรศัพท์มาหาไม่ใช่ใคร แต่เป็นเจ้าพ่อไม้ผู้กว้างขวางชายแดนฝั่งตะวันตก เสี่ยฮุก-สุนทร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์     
        
“เอ้าว่าไง ไอ้ฮุก มึงมีอะไรโทรมาแต่เช้า….”
        
“มีสิพี่ลอ ผมโดนไอ้พวกโจรไข่นุ้ยมันเรียกค่าคุ้มครองน่ะ พี่ลอช่วยผมหน่อยสิ  ….”

 1 ในพ่อค้าไม้ฝั่งตะวันตกของประเทศส่งเสียงขอความช่วยเหลือมาตามสาย
        
“อะไรวะ ฝั่งโน้นมีโจรไข่นุ้ยแล้วหรือ กูเห็นมีแต่กะเหรี่ยง…..”

ชลอซักเพราะสงสัย
        
“ไม่ใช่พี่ลอ ผมลงไปสัมปทานทำไม้ที่ท่าชนะ สุราษฏร์ธานี ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ว่าจะบอกพี่

แต่ยังไม่ทันไรถูกนักเลงมือดีมันส่งจดหมายมาขอค่าคุ้มครอง ผมไม่ให้ มันเลยไปเผาปางไม้ในป่าเขตที่ผมได้สัมปทานน่ะครับ….”
        
เสี่ยไม้คนดังให้รายละเอียด ก่อนถามต่อ
        
“พี่อยู่ที่ไหน  …..”
        
“อยู่บ้านปัฐวิกรณ์ มึงจะเข้ามามั้ย หรือจะไปเจอที่กองปราบฯเอาสะดวกมึง….”

ชลอถาม
        

“ตอนนี้ผมอยู่บ้านพระประแดง เดี๋ยวผมเข้าไปหาพี่ดีกว่า ไม่เกิน 10 โมงเช้าก็ถึงครับ ไปกองปราบฯเดี๋ยวมันจะเอิกเกริก…… “