87. ปิดคดีฆ่าเสี่ยปุ้ย

ตำนานมือปราบพระกาฬ โดย กิตติพงศ์นโรปการณ์

                
ณ ส่วนหนึ่งของบริเวณลำห้วยที่แยกมาจากแม่น้ำทา ที่มีต้นกำเนิดมาจากดอยขุนทา ไหลผ่านกินพื้นที่ถึง 3 จังหวัด คือเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง
                
ช่วงของลำห้วยแห่งนี้ น้ำสูงแค่ประมาณหัวเข่า มากสุดก็ต้นขาผู้ใหญ่ พอให้เดินลุยข้ามฝั่ง หรือเดินทอดน่องอยู่ได้ในกระแสน้ำที่ไหลเอื่อยๆแต่เย็นเฉียบ ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเขียวครึ้มทั้ง 2 ฝั่ง รวมถึงห้วงเวลาบ่ายคล้อยในขณะนี้ ดูไปแล้วเหมือนสรวงสวรรค์ชวนให้มาพักผ่อนหย่อนใจไม่น้อย
                
หากไม่มีกลุ่มชายฉกรรจ์ ประมาณ 4-5คน ช่วยกันถูลู่ถูกังลากชาย 1คนที่ถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเหล็กไพล่หลังเดินลงไปในลำห้วย ก่อนช่วยกันจับหัวกดน้ำ สลับกับคำถามเค้นหาความจริงอะไรบางอย่าง
                
สรวงสวรรค์ที่ว่า กลับกลายเป็นแดนนรกไปซะฉิบ
               
เบื้องแรก ชายที่กำลังถูกรุมกระทำดูเหมือนยังขัดขืน ไม่ให้ความร่วมมือ พยายามต่อสู้ฮึดฮัด ทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ฉุนเฉียวขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังยั้งมือไม่ให้เชลยของเขาคนนี้ที่ถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าอยู่ในลำห้วยสำลักน้ำตาย ด้วยจังหวะจะโคนและความชำนาญ
                
แต่เมื่อใดที่รู้ว่าชายดวงใกล้ถึงฆาตใกล้ขาดอากาศหายใจ ชายร่างสันทัด เหมือนมะขามข้อเดียวที่ดูเป็นหัวหน้าของชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ จะสั่งให้หยุดพร้อมๆกับชายร่างใหญ่หนวดเคราดกรกรุงรังเหมือนโจรป่า ที่เป็นคนทำหน้าที่จับหัวเหยื่อกดน้ำ รับคำสั่งด้วยจิกกระชากผมเหยื่อขึ้นพ้นเหนือน้ำโดยมีชายฉกรรจ์อีก2-3คนเป็นลูกมือช่วยกันออกแรงบังคับ
                    
ไม่ทันให้ตั้งตัว หลากคำถามถูกป้อนกรอกหู จะรับหรือไม่รับ ใช่หรือไม่ใช่ ขณะที่เหยื่อพยายามสูดอากาศเข้าปอด ทั้งๆที่จมูกปากยังสำลักน้ำไม่เลิก
                    
หัวสมองยังไม่ทันคิดจะตอบหรือไม่ตอบ ก็ถูกมืออันทรงพลังกดหัวลงไปในน้ำลำห้วยแม่ทาอีก แต่เมื่อไหร่ที่ดูเหมือนจะขาดใจ ก็ถูกดึงหัวขึ้นมาสูดอากาศอยู่แบบนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
                
ไม่เกิน 10 นาที ทุกอย่างที่ชายกลุ่มนี้อยากรู้ ก็ได้รู้ แต่ก็ยังไม่จบสิ้นเสียเลยทีเดียว อะไรที่ชายร่างสันทัดที่เป็นหัวหน้าชุดยังสงสัย และคำตอบที่ไม่กระจ่างชัด เชลยคนนี้ก็จะถูกกดหัวจุ่มน้ำทาลงไปอีก
               
กระทั่งได้คำตอบเป็นที่พอใจ ผู้เป็นหัวหน้าส่งสัญญาณเลิก ก่อนที่กลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ จะช่วยกันลากเหยื่อของเขาที่หมดสภาพขึ้นฝั่ง
                
นั่น ทำให้ความสวยงามและความเงียบสงบของลำห้วยที่แยกออกมาจากแม่น้ำทาสายนี้ กลับมาสู่สภาพเดิมอีกครั้ง
                
ไม่ใช่นรกแบบที่ชายคนนั้นเพิ่งประสบ….
              
—————————————————————-
               
ทันทีที่ไอ้อ๊อด สิทธิพร และไอ้เต่า สุชาติ 2 ในทีมฆ่าเสี่ยปุ้ย ที่แฝงตัวมาเป็น รปภ.เครือของฮันนี่ไนต์คลับ เห็นไอ้ติ๋ง หรือสำเนา ตัวไขปมคดี ปากมากเที่ยวคุยจนเข้าหูตำรวจกองปราบฯ ถูกหิ้วปีกกลับมาในสภาพมะล่อกมะแล่ก โดยท่าทีความอวดดี ความโอหัง ดื้อรั้น ก่อนนี้ไม่มีให้เห็น
                
เมื่อรู้ชัดเจนว่า พวกมันทั้งหมดอยู่ในเงื้อมมือของ ชลอ เกิดเทศ ฉายามือปราบพระกาฬ ทั้งคู่พากันสบตา เกมนี้ของพวกมันจบแล้ว
                
มันทั้งคู่ และไอ้ติ๋งยอมรับสารภาพสอดคล้องกันเป็นฉาก ว่าร่วมรู้เห็นอยู่ร่วมทีมฆ่าเสี่ยปุ้ย คู่แค้นพ่อเลี้ยงหนุ่มคนดังเมืองเชียงใหม่ ขณะที่เจ้าของคุ้มพระลอ เมืองตาก ยิ้มด้วยความพึงพอใจ
                
จากนั้นกระบวนการสอบปากคำลำดับเหตุการณ์เริ่มใครเป็นใครในทีมสังหาร พวกมันบอกตรงกัน มือปืนที่ทำหน้าที่เหนี่ยวไกยิงเสี่ยปุ้ย คือ ไอ้ตุ่ม  ประตูน้ำ หรือตามแฟ้มประวัติที่ชุดสืบสวนคลี่คลายได้ชื่อมาก่อนแล้วว่า นายดำรง วิริยะบุตร อายุเพียงแค่ 28 ปี
                
ทั้งหมดเป็นไปตามข้อมูลสืบสวนที่ทีมงานชลอรวบรวมมาก่อนหน้า ทีมงานฆ่าชุดนี้ ทั้งหมดอยู่ในซุ้มของป้อม คอนติ หรือชื่อจริงนายเมธา วรรณศิลป์ เป็นกลุ่มนักเล่นนักเที่ยวในบ่อนการพนันย่านประตูน้ำ ที่ขึ้นมารับงานถึงเชียงใหม่ ทั้งหมดแฝงตัว รอลงมืออยู่ในทีมการ์ด หรือทีมรักษาความปลอดภัยของฮันนีไนต์คลับ
                
ส่วนคนที่ทำหน้าที่ชี้เป้า 3 ผู้ต้องหาบอกตรงกัน เป็นทหารค่ายกาวิละ อยู่ในทีมรักษาความปลอดภัยของบริษัทในเครือฮันนี่ ไนต์คลับ ชื่อ จ่านุ หรือจ.ส.อ.พิษณุ ดุษณีพงษ์
                
ร่วมวางแผนฆ่าเสี่ยปุ้ยที่ห้องทำงานของเจ้าฟ้าคราม ผู้จัดการฮันนี่ไนต์คลับ คนสนิทพ่อเลี้ยงอู๊ด พร้อมกับแยกหน้าที่กันทำ ไอ้ติ๋ง รับหน้าที่เป็นคนขี่รถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า สีฟ้า รอรับ มือปืนซาฟารี ไอ้ตุ่ม ประตูน้ำ หลังสังหารเหยื่อเสร็จที่หน้าโรงแรมเมืองใหม่
                
ส่วนไอ้เต่า หรือนายสุรชาติ เป็นคนขับรถเก๋งซูบารุสีแดงของจ่านุ  มี จ่านุ นั่งคู่ ทำหน้าที่คอยคุ้มกัน ไอ้ตุ่ม และไอ้ติ๋ง ก่อนที่จะให้ไอ้อ๊อด- สิทธิพร ขับรถกาแลนท์ซิกม่า มารอรับไอ้ตุ่ม ที่จุดนัดหมายอีกทอดหนึ่งบริเวณถนนเส้นห้วยแก้ว หลังลงมือสำเร็จ
                
เมื่อถามถึงปืน 11 มิลลิเมตร ที่ใช้ก่อเหตุ ไอ้ติ๋ง ทีมสังหารปากมากบอกว่า หลังรับไอ้ตุ่มออกจากที่เกิดเหตุ ได้ขี่รถจักรยานยนต์พาไอ้ตุ่มเอาปืนไปทิ้งที่คลองชลประทาน ใกล้ลัดดาแลนด์  ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ ก่อนจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนกลับมากบดานที่แฟลตคุ้มทรัพย์ก่อนถูกตำรวจเข้าตรวจค้นเจอพวกมันที่ห้องพัก พร้อมกับปืนพก1กระบอก
                     
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะมันมีใบอนุญาตพกปืนที่ออกโดยนายตำรวจระดับผู้ช่วยอธิบดี
                      
ขณะที่ไอ้ตุ่มมือสังหารเดินทางออกจากเชียงใหม่ทันที  ไม่มีใครรู้ว่าไปหลบอยู่ที่ไหนเช่นเดียวกับไอ้ป้อม คอนติ ผู้เป็นลูกพี่

ทั้งหมดยังบอกอีกว่า ก่อนที่พวกมันจะถูกจับ เจ้าฟ้าคราม เรียกให้มาพบ ให้มารับเงินเป็นค่าใช้จ่าย และบอกให้พวกมันทั้ง 3 คน ออกจากพื้นที่ไปก่อน เนื่องจากตำรวจเริ่มระแคะระคาย และส่งคนมาตามเจ้าฟ้าครามอยู่ตลอด ซึ่งพวกมันก็พอรับรู้
 
ถึงตรงนี้ รองผู้การกองปราบฯแอบยิ้มอยู่ในใจ งานนี้ปลาฮุบเหยื่อเต็มคำ
                       
หลังรีดข้อมูลจาก 3 ทีมฆ่าเสี่ยปุ้ยจนเสร็จสิ้น ชะลอเดินเกมต่อ ด้วยการนำทีมไปล็อกตัวจ่านุ ได้ที่โรงสีข้าวใกล้ๆกับค่ายกาวิละ เป็นรายที่4 ขณะออกจากบ้าน   และก็ยอมรับสารภาพแต่โดยดี ทันทีที่เห็นทีมงานในวันสังหาร 3คน ถูกจับกุมไว้ได้หมด  หลังมันถูกนำตัวไปที่เซฟเฮ้าส์ชั่วคราวริมน้ำแม่ทา
                 
———————————————————————
                    
นายตำรวจมือปราบหัวหน้าชุดคลี่คลายรู้สึกหงุดหงิด เมื่อพบว่าโทรศัพท์สนามเครื่องใหญ่ของเขาแบตเตอรี่หมด
         
ชลอหันไปปรึกษาเพื่อนร่วมรุ่นรั้วสามพราน พันตำรวจโทพิจิตร อิ่มสงวน สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรอำเภอจุน จังหวัดพะเยา ที่เขาขอรองณรงค์ เอาตัวมาช่วยสืบสวนคดีนี้
         
เพราะหลังจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พิจิตร ถึงแม้พื้นเพจะเป็นคนนครปฐม แต่กลับเลือกออกมารับราชการเป็นรองสารวัตรสืบสวนสอบสวน อยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่เป็นที่แรก จากนั้นชีวิตก็วนเวียนอยู่แต่ในภาคเหนือโดยเฉพาะที่เชียงใหม่
                    
” เฮ้ย……จิต มึงมีที่ไหนในเชียงใหม่ที่มีโทรศัพท์บ้านหรือโทรศัพท์ทางไกลมั้ย กูจะรายงานรองณรงค์ ยังไม่อยากให้ตำรวจเชียงใหม่รู้ เดี๋ยวพอดีไม่ต้องทำอะไร ไอ้โทรศัพท์สนามกูที่หิ้วมาด้วย แบตหมด ไม่ได้ชาร์จ มัวแต่มั่วกับไอ้พวกนี้ …”
                   
 “ไปยากอะไร เดี๋ยวไปโทรที่บ้านกู ….”
                   
สารวัตรใหญ่อำเภอจุนตอบกลับสั้นๆ แต่ทำให้ชลอนึกขึ้นได้ว่า คนนครปฐม แต่ชื่อพิจิตรเพื่อนเขาคนนี้ มีบ้านที่ซื้อไว้ในเชียงใหม่ ย่านสันติธรรม อยู่ในเขตตำบลช้างเผือก กลางเมืองเชียงใหม่เลยทีเดียว
                     
 “เยี่ยม…..ไปกันเลยเพื่อน ”

ชลอตอบพร้อมชวนออกจากเซฟเฮ้าส์ชั่วคราว มุ่งหน้าเข้าเชียงใหม่ทันที
                     
——————————————————
                      
ครึ่งชั่วโมงต่อมานักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น15 ทั้ง2 คนก็มาถึงที่หมาย  มีจ่าตั๋น ทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์
                       
บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ 2ชั้น มีใต้ถุนสูงโปร่ง พื้นที่กว้างมีรั้วรอบขอบชิด ของพันตำรวจโทพิจิตร ทำให้ชลอ อดไม่ได้ที่จะบอกเพื่อนร่วมรุ่น ครั้งหน้าคงต้องมาใช้บริการแน่ๆ
                      
เจ้าของบ้านยิ้มรับแทนคำตอบ ก่อนเชื้อเชิญให้ชลอขึ้นไปใช้โทรศัพท์บนบ้าน พร้อมขอแยกไปทำธุระส่วนตัวในบ้าน เพื่อให้เพื่อนที่รับคำสั่งมาคลี่คลายคดีนี้ ได้รายงานข้อราชการตามที่ได้รับคำสั่งมากับผู้บังคับบัญชาระดับกรมได้อย่างสะดวก
                
หลังเตรียมเอกสาร สมุดโน้ตที่เขียนรายละเอียดข้อมูลทางคดีเข้าที่   ชลอยกหูโทรศัพท์ พร้อมกับหมุนหมายเลขบนแป้นเข้าสำนักงานพลตำรวจโทณรงค์ มหานนท์ เบอร์ 2 กรมตำรวจเพื่อรายงานผลการจับกุมเบื้องต้น
         
ไม่นานเจ้าของนามเรียกขาน พิทักษ์ 2 อยู่ในสาย

“ไง ชลอ…มีข่าวดีแล้วใช่มั้ย เรื่องเสี่ยปุ้ย…”

รองอธิบดีกรมตำรวจคนเมืองเพชรบุรีถามดักคอลูกน้องมือดีที่ทำงานขึ้นตรงกับเขา
 
“ครับนาย…ผมได้มาแล้ว 4 คน เป็นทีมฆ่าทั้งหมด ขาดมือปืนที่ยังจับไม่ได้คนเดียวครับ…..”

รองผู้การกองปราบฯเริ่มรายงาน
      
“ ยังเหลือผู้เกี่ยวข้อง พวกคัตเอาต์ติดต่อมือปืน รวมถึงผู้จ้างวานอีก 5 คน ครับ ที่ต้องให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับในภายหลัง…”
         
“เยี่ยมมาก … แล้วเรื่องราวเป็นมายังไง ถึงต้องฆ่าไอ้เสี่ยคนนี้….”

แคนดิเดตอธิบดีกรมตำรวจซัก
         
“จริงๆแล้ว ผู้ต้องหาที่ผมจับมาได้ 2-3 คน หลังเกิดเหตุยิงเสี่ยปุ้ย ตำรวจท้องที่เขาเข้าจับกุมได้ก่อนแล้ว ขณะเข้าตรวจค้นที่แฟลตคุ้มทรัพย์ ของพ่อเลี้ยงอู๊ด บางคนพกปืนติดตัว แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะมีใบอนุญาตพกปืน และยังไม่มีหลักฐานว่ากระทำความผิดในคดีนี้
         
แต่จากแนวสืบสวน และคำให้การเบื้องต้นของผู้ต้องหาที่จับได้ สอดคล้องรับกัน คนตาย มีกิจการหลายอย่างในเชียงใหม่ บางอย่างเป็นสีเทา ไปขัดแย้งกับกลุ่มของพ่อเลี้ยงอู๊ด ที่มีกิจการคล้ายกัน

คนตายไปจ้างมือปืนมายิงเขา แต่งานแตกเสียก่อน เลยถูกกลุ่มมือปืนที่เป็นการ์ดเป็นรปภ.ของพ่อเลี้ยงอู๊ด จัดชุดไปยิงคืน  มีคนสนิทของพ่อเลี้ยงอู๊ด เป็นผู้จัดการไนต์คลับคู่แข่งคนตาย วางแผน จัดหายานพาหนะ

ส่วนเรื่องค่าจ้างวาน กลุ่มผู้ต้องหาอ้างว่า ไม่ได้เงิน ทำไปเพราะจงรักภักดี อะไรประเภทนั้นครับ……”
        
รองผู้บังคับการกองปราบฯรายงานพรวดเดียว
        
“ แล้วได้ปืนของกลางหรือยัง……”
        
พลตำรวจโทณรงค์ถามถึงของกลางที่เป็นวัตถุพยานหลักฐานสำคัญ ที่จะเอาผิดกลุ่มผู้ต้องหาได้ในชั้นศาล
        
“ตรงนี้ ไอ้ตัวขี่จักรยานยนต์อ้างว่า หลังยิงเสี่ยปุ้ยเสร็จ ได้พามือปืนเอาปืนไปทิ้งที่คลองชลประทาน ใกล้ลัดดาแลนด์ครับ พวกผมอยู่ระหว่างการขยายผลยึดของกลาง

เบื้องต้น ได้รถเก๋งซูบารุ ที่ใช้คุ้มกัน และจักรยานยนต์ยามาฮ่า ที่ใช้พามือปืนก่อเหตุครับ ผมว่าหลังจากรายงานนายเสร็จ จะเอาผู้ต้องหาทั้ง 4 คน พร้อมของกลางลงไปควบคุมไว้ที่กองปราบปราม สามยอด รอนายแถลงสื่อครับ   ….”
         
“ทำงานดีมากชลอ  เดี๋ยวผมจะรีบแจ้งข่าวดีเรื่องนี้ให้อธิบดีสุรพล ทราบ รวมทั้งวิทยุแจ้งไปที่กองเมืองเชียงใหม่ ให้คอยอำนวยความสะดวก รถราม้าใช้ ในการเอาผู้ต้องหามาสอบปากคำเพิ่มที่กรุงเทพฯ

รวมทั้งคำสั่ง ต่อไปนี้หากตรวจค้นผู้มีอาวุธปืน ถึงแม้มีใบพกจะให้แจ้งดำเนินคดีทันที เรื่องนี้คงต้องมีการแก้ไขกัน แล้วมาเจอกันที่กรุงเทพฯนะชลอ ….”
         
รองอธิบดีกรมตำรวจชมเปาะลูกน้องกองปราบฯ ก่อนวางสาย
        
ส่วนพันตำรวจเอกหนุ่มนักกีฬาเดินยิ้มลงมา  เห็นเพื่อนนายตำรวจเจ้าของบ้านยืนคู่กับเด็กหนุ่มวัย 16-17 ปีอยู่ข้างล่าง โดยพิจิตรแนะนำเพื่อนนายตำรวจกองปราบฯว่า เด็กหนุ่มคนนี้คือ เจ้าตู้-จิตรพิสุทธิ์ ลูกชายคนเดียว ใน 5 คน กำลังเตรียมสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารอยู่
         
“ทำไมชื่อตู้วะ ชื่ออื่นมีเยอะแยะ…. “
         
ชลอสงสัย ขณะที่เพื่อนตำรวจเจ้าของบ้านหัวเราะร่วนบอกว่า
         
“ มันเกิดก่อนกำหนด 7 เดือนออกมาแล้ว ต้องอยู่ในตู้ แม่มันก็เลยเรียก ตู้ ไง…..”
         
แต่แว่บหนึ่งในความรู้สึกของชลอ เขามองเห็น เจ้าตู้ ลูกชายเพื่อนเขา เป็นหน้า กุ้ง-ชอบรบ ลูกชายเขาที่จากไปไม่กลับ เพราะเงื้อมมือมาเฟียแขกปากีสถาน
         
“ไอ้หยอง-สมชาย พงษ์สว่าง…..”