ชิมลางแมตช์ชาเลนเจอร์

 

ช่วงฉลองเทศกาลปีใหม่ 2018 ได้มีโอกาสพาลูกชายไปสัมผัสเกมเอทีพี ชาเลนเจอร์ รายการบางกอก โอเพ่น 2018 ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ระดับเงินรางวัล 50,000 เหรียญฯสหรัฐฯ นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เล่นเกมใหญ่แบบนี้ ปกติแมตช์ในะดับนี้ไม่ค่อยได้จัดในบ้านเราสักเท่าไหร่ สาเหตุมาจากวงการเทนนิสของเราค่อนข้างเงียบเหงาเอามากๆ ไม่มีนักหวดบิ๊กเนมที่ดึงดูดความสนใจเหมือนแต่ก่อน การจัดอาจต้องใช้ทุนสูง ไม่มีแฟนๆสนับสนุนครับ เวลาแข่งมีแต่นักกีฬาด้วยกันเอง เมื่อไม่มีคนคนดู ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะดึงสปอร์ตเซอร์มาช่วยซับพอร์ต 

แต่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับนี้เป็นแมตช์ที่สำคัญมากๆในการพัฒนานักเทนนิสครับ หากไม่มีการจัดในบ้านเราก็แทบไม่มีเด็กไทยคนไหนได้เล่นหรอกครับ เพราะนักเทนนิสที่ได้เล่นเอทีพีชาเลนเจอร์ต้องอยู่ในท็อป 200-300 ขึ้นไป จึงจะได้เล่นรอบเมนดรอว์ ส่วนรอบคัดเลือกถ้าแร้งกิ้งต่ำกว่า 500 แทบหมดสิทธิ์ครับ ย่ิงเป็นไทยแลนด์สยามเมืองยิ้ม ด้วยแล้ว เวลามีแมตช์แข่งมักมีนักหวดต่างชาติมือดีๆมาเล่นกันมาก สาเหตุเพราะบ้านเราสะดวกสบายกว่าชาติอื่นเยอะครับ

นักเทนนิสที่จะแข่งได้ก็ต้องมีแร้งกิ้งเอพีทีจึงจะสมัครได้ ในขณะนั้น ส่วนลูกผมยังไม่มีอันดับโลกครับเพราะเราอยู่ในช่วงรอยต่อจูเนียร์ไปเล่นอาชีพยังต้องอาศัยการเรียนรู้หาประสบการณ์ไปเรื่อยๆ พอดีปีใหม่ผมติดงานไม่ได้ไปไหนก็เลยอยากพาลูกไปลองเล่นแมตช์ใหญ่ดูบ้าง และมีหนทางเดียวก็คือไปเกาะโต๊ะขอสิทธิ์ไวล์การ์ดลงเล่นรอบคลอลิฟายด์หรือรอบคัดเลือก ซึ่งต้องแย่งกับนักหวดรุ่นพี่ของไทย

ผมเองยังงงๆอยู่เหมือนกัน แต่คิดว่าขณะนั้นลูกชายผมมีแร้งกิ้งจูเนียร์ไอทีเอฟอยู่ประมาณ 190 และเป็นมือหนึ่งประเทศไทยรุ่นเยาวชนชาย 18 ปี ประกอบกับแมตช์แข่งตรงกับช่วงเฉลิมฉลองปีใหม่ นักหวดรุ่นพี่อาจยังไม่กลับจากไปเที่ยว ทำให้ลูกผมได้เล่นแบบส้มหล่นครับ และนอกจากลูกผมยังมีนักเทนนิสเยาวชนอีก 2-3 คนได้เล่นเหมือนกัน ต้องขอบคุณฝ่ายจัดการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้นักหวดหน้าใหม่ได้ประเดิมสนามใหญ่ระดับนี้ครับ
เพราะจริงๆ แล้วการไต่ระดับการเล่นต้องเป็นไปทีละขั้นครับ หากเป็นนักหวดจูเนียร์ก็ต้องไล่หาประสบการณ์ในเกมโปรเซอร์กิตเร่ิมต้นที่ 15,000 เหรียญฯจนสามารถเก็บสะสมแต้มมากพอที่จะยกระดับตัวเองไปเล่นแมตช์ชาเลนเจอร์ได้

แต่เมื่อได้รับโอกาสจากไวล์การ์ดก็ถือเป็นความโชคดีสุดๆ ถามว่าเล่นแล้วมีความหวังแค่ไหน ตอบว่าก็คือยากครับ หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เอาชนะนักหวดระดับนี้ เพราะแต่ละคนผ่านร้อนผ่านหนาวมามากครับ เอาแค่ได้เล่นหาประสบการณ์เท่านี้ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ

ตามสายการแข่งขันลูกชายผมได้เล่นกับนักหวดไต้หวัน อายุ 26 ปีเต็มเป็นมือ 1,000 กว่าในประเภทเดี่ยว ส่วนประเภทคู่ประมาณ 100 ต้นๆครับ ผลออกมาเป็นไปความฟอร์มครับ ลูกผมโดนไป 2-6 2-6 เกมโดยรวมก็ทำได้ทีในระดับหนึ่ง ถ้าแลกสโตรกท้ายคอร์ตกัน ลูกผมไม่เป็นรองครับสกอร์ออกมาอาจดูขาด แต่แต้มเบียดสูสีทุกเกมครับ คู่ต่อสู้เขาถนัดเกมหน้าเน็ตสไตล์ดับเบิ้ลขึ้นเกมบุกปิดแต้มเร็วในจังหวะสำคัญได้ดีมาก สุดท้ายเราตั้งรับไม่ทันครับ

ถือเป็นอีกแมตช์แห่งการเรียนรู้จริงๆครับ

——————————————- เดอะวินเนอร์